Monday, September 29, 2014

พบนักสังคมสงเคราะห์รพ.ลาดกระบัง Meeting with Social Welfare Unit at Ladkrabang Hospital

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2557 ทีมมูลนิธิทิสโก้ได้เข้าพบแผนกสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการมอบทุนประเภทต่างๆ และเรียนรู้สถานการณ์และความท้าทายในด้านการรักษาพยาบาล โดยมีคุณสุภา อุ่มยืนยง หัวหน้าแผนกฯ เป็นผู้ให้ข้อมูล ปัญหาใหญ่ของรพ.ลาดกระบังก็คงหนีไม่พ้นเรื่องผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกโรงพยาบาลพบเหมือนกัน ผู้ป่วยประเภทนี้มักจะต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงกว่าปกติ เพราะถ้าไม่ป่วยจนย่ำแย่สุดๆ แล้วก็จะไม่กล้ามาหาหมอ เนื่องจากตนเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย กลัวจะถูกจับส่งทางการ แต่โรงพยาบาลจะยึดหลักมนุษยธรรมเป็นหลัก ใครป่วยมาก็ต้องให้การรักษาตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่คุณสุภาเล่าให้เราฟัง ทำให้ทราบว่าแผนกสวัสดิการสังคมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ได้อย่างไร

ประการแรกเป็นเรื่องกลยุทธ์ในการวางบทบาทของแผนกสวัสดิการสังคมในขั้นตอนการบริหารของโรงพยาบาล ซึ่งแผนกสวัสดิการสังคมที่เราเข้าพบครั้งนี้ถือว่าได้สร้างบทบาทที่สำคัญ คุณสุภากล่าวว่า “ตอนนี้หน่วยไหนมีเคสอะไร ก็จะส่งมาที่แผนกเราก่อน แม้บางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยังส่งมาที่เรา ซึ่งเราก็ประสานงานต่อไปยังหน่วยอื่นๆ ให้อย่างเต็มความสามารถ” การสร้างบทบาทที่สำคัญนี้ ทำให้แผนกฯ สามารถขับเคลื่อนโครงการและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างง่ายดายขึ้น ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี “โครงการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จคือการจัดให้นายจ้างรับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่ลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว เราตั้งกฎระเบียบไว้เลยว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร หน้าที่ของนายจ้างคืออะไร หากไม่ปฏิบัติตามผลจะเป็นอย่างไร ก็ปรากฎว่าได้รับความร่วมมือดีจากทุกฝ่าย จากก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลต้องเสียเงินปีละหลายล้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วยแรงงานต่างด้าว ตอนนี้เราเก็บเงินจากนายจ้างได้ 80-90% ค่าใช้จ่ายลดลงเหลือแค่ประมาณ 500,000 บาทต่อปี” และยังมีกิจกรรมรับบริจาคสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ป่วยและครอบครัวที่ขาดแคลนซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้งหน่วยงานภายใน แม้แต่บุคคลภายนอกก็เข้ามาร่วมสนับสนุน “ทุกแผนกอื่นๆ ในโรงพยาบาลไว้ใจเรา หมอและพยาบาลก็ให้เราเข้าไปรับรู้รับทราบรายละเอียดแต่ละเคสตั้งแต่แรกเลย ทำให้เราวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” คุณสุภากล่าว

ประการที่สองคือเรื่องการท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น ซึ่งแทบจะไม่น่าเชื่อว่าโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปพบต้องเผชิญปัญหานี้เหมือนๆ กัน โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ในเขตปริมณฑล คุณสุภาให้ความเห็นว่า “สังคมในชุมชนลาดกระบังเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือรวดเร็วมาก จากที่เมื่อก่อนเป็นชุมชนชานเมืองธรรมดา แต่ตั้งแต่มีสนามบินสุวรรณภูมิ มีโรงงานอุตสาหกรรม มีบริษัทธุรกิจมาตั้งกันมากมาย มีคนจากถิ่นอื่นเข้ามาทำงาน ลงหลักปักฐานอีก สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนลาดกระบังถึงกับเปลี่ยนไปอย่างสิ่นเชิง ทุกวันนี้เด็กๆ โตเร็วมาก เข้าถึงสื่ออะไรต่อมิอะไรชนิดที่พ่อแม่และครูตามไม่ทัน แล้วก็ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกหลานอย่างทั่วถึง” ฝ่ายสวัสดิการสังคมของรพ.ลาดกระบังจึงมีโครงการลงชุมชน เข้าไปอบรมให้ความรู้แก่เยาวชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มในวัยมัธยมต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังจะเริ่มโตเป็นวัยรุ่น และเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีความรู้ ไม่พร้อม ไม่ป้องกัน หลังจากให้ความรู้แล้ว ก็จะมีการติดตามผลกับครูแนะแนวของแต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งพบว่าจำนวนเยาวชนที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รพ.ลาดกระบังจึงพยายามที่จะผลักดันโครงการนี้ให้ดำเนินต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากโรงเรียนด้วยเช่นกัน
คุณสุภากล่าวทิ้งท้ายว่า “ที่เราสามารถทำงานได้อย่างเห็นผลเช่นนี้ได้ต้องอาศัยการทำงานอย่างหนักและอดทน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีน้ำใจ พร้อมช่วยเหลือทุกฝ่ายเพื่อให้โรงพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด ทุกโรงพยาบาลสามารถทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ตัวนักสังคมสงเคราะห์เองว่าจะสู้มากน้อยแค่ไหน” 

TISCO Foundation visited Ladkrabang Hospital to learn about their challenges in medical care and social welfare. What we've learned from the social welfare team there is a strategy to position the team in the hospital management system. The team in fact has gained a lot of trust and respect from other units, resulting in capabilities to draw in supports internally and from outside organizations. This helps the hospital provide better services to poor patients, especially immigrants.  The team also has a youth empowerment project, training students to protect themselves from unwanted pregnancies. This is in fact a very big issue that almost every hospital that we've been to mentions.




Tuesday, September 23, 2014

เยี่ยมผู้ขอทุนรักษาพยาบาล น.ส.ศศิวิมล ประดับมุข Medical Care Grant – Sasiwimol Pradapmuk

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557 ทีมมูลนิธิทิสโก้ได้ไปเยี่ยมนางสาวศศิวิมล          ประดับมุข ซึ่งได้ทำเรื่องขอทุนรักษาพยาบาลมายังมูลนิธิโดยขอเป็นรถเข็นไฟฟ้าทดแทนคันที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ซึ่งยืมมาจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือรถเข็นสำหรับคนพิการในเอเชีย (Aid to Asian Disabled People–AADP) ศศิวิมลมีอาการกล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้ตามปกติ มีภาวะกระดูกสันหลังคดและกระดูกซี่โครงกดทับปอด ทำให้เคยมีภาวะปอดติดเชื้อและปอดอักเสบซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนานพอสมควร ปัจจุบันศศิวิมลอายุ25ปีแล้วจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมสธ.ทำงานที่เทศบาลเมืองท่าโขลง จ.ปทุมธานี เป็นผู้ประสานงานการฝึกอาชีพให้กับคนในชุมชนที่ต้องการมีอาชีพเสริม ก่อนหน้านี้มูลนิธิฯเคยมอบเตียงนอนสำหรับผู้พิการแบบที่ใช้กันในโรงพยาบาลเมื่อ 2-3 ปีก่อน

On 16 Sep, we went to see Sasiwimol Pradapmuk who requested for an electric wheelchair. The current one that is borrowed from other organization, and it's very old. We're impressed with her cheerful personality. Despite of physical disabilities, she never gives up.

                                                









Friday, September 12, 2014

CSR 360 ตอนที่ 3 : การช่วยเหลือสังคมด้วยการส่งเสริมการศึกษาโดย สุธรรม บุญกลม

แม้ว่างานสัมมนา CSR 360 องศา โดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจะผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ความรู้ที่ได้จากแนวคิดและประสบการณ์ของผู้นำองค์กรภาคธุรกิจชั้นนำต่างๆ ยังคงมีความสำคัญที่จะชี้ให้เห็นมุมมองการทำงานด้านพัฒนาสังคมใหม่ๆ ตัวอย่างมากมายที่คุณปรารถนา บุญบารมีได้เล่าสู่กันฟังก่อนหน้านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าองค์กรภาคธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งไทยและข้ามชาติ รวมทั้งทิสโก้ไฟแนนเชี่ยลกรุ๊ป ต่างให้ความสำคัญกับงานด้าน CSR เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

องค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท.เลือกที่จะส่งเสริมการศึกษาด้วยการสร้างสถาบันการศึกษาและการวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตบุคคลากรคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมพลังงาน หรืออย่าง AIS ที่มีโครงการมอบทุนการศึกษา สร้างอาคารให้กับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ฝึกอบรมอาชีพให้กับนักโทษหญิงในเรือนจำ ฯลฯ น้ำตาลมิตรผลก็มีโครงการส่งเสริมการศึกษาเช่นกัน แต่เน้นไปที่ทุนการศึกษาให้กับเยาวชนในชุมชนชาวไร่อ้อยที่เป็นแหล่งวัตถุดิบของมิตรผล เมือเรียนจบแล้วก็รับเข้าทำงานด้วย เพื่อที่ว่าให้เยาวชนที่มาจากชาวไร่ได้รับรู้ปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกันต่อไป ซึ่งแนวทางนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับสตาร์บัคส์คอฟฟี่ ที่เน้นส่งเสริมการศึกษาและคุณภาพชีวิตของคนในชนบท โดยเฉพาะกลุ่มชาวไร่กาแฟที่เป็นคู่ค้าของสตาร์บัคส์

ส่วนองค์กรอื่นๆ ที่ได้มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็น ปูนซีเมนต์นครหลวง แอลพีเอ็น เทสโก้โลตัส และดีแทค ต่างก็เน้นเรื่องการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วย อย่างแอลพีเอ็น ก็จะให้การศึกษาและทักษะการประกอบอาชีพแก่กลุ่มสตรีที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง หลังจากนั้นอาจจะรับเข้ามาทำงานในโครงการ หรือดีแทค ที่เน้นให้ความรู้เรื่องการใช้ไอทีอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ

สำหรับมูลนิธิทิสโก้นั้น เราบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาปีละกว่า 20 ล้านบาท เป็นจำนวนทุนการศึกษาประมาณ 6,000 – 8,000 ทุน สำหรับนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ หากนับจากวันที่มูลนิธิฯ ก่อตั้งจวบจนปัจจุบัน เราบริจาคเงินไปแล้วกว่า285ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก มูลนิธิได้สร้างโอกาสให้กับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาเพื่อเป็นใบเบิกทางให้มีอาชีพที่ดี มีอนาคต สามารถเลี้ยงดูตนเอง ครอบครัว และชุมชนของตนเองได้ นี่เป็นเป้าหมายกว้างๆ ของมูลนิธิฯ ในการทำงานด้านส่งเสริมการศึกษา ซึ่งเมื่อเทียบกับองค์กรภาคธุรกิจ จะเน้นไปเรื่องการพัฒนาแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ตนคุ้นเคยเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จของกิจกรรม CSR ขององค์กรภาคธุรกิจชั้นนำเหล่านี้มาจากการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมรับรู้รับทราบความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ จนมีคำถามที่ว่า “ทำ CSR แล้วสามารถเพิ่มยอดธุรกิจได้อย่างไร” เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการช่องทางสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ อย่างมูลนิธิฯ เอง แม้จะไม่เน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างองค์กรภาคธุรกิจ แต่เราควรจะมีช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายบ้าง เพื่อให้พวกเขาได้ทราบถึงโครงการต่างๆ ที่มูลนิธิฯ ดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขา มูลนิธิจึงได้เริ่มต้นใช้ social mediaอย่างจริงจัง ทั้ง Facebook และ Instagram ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักเรียน นักศึกษา และครูหลายคนที่ติดต่อมูลนิธิฯ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ การขอรับการสนับสนุนด้านต่างๆ หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจกับมูลนิธิจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร


Wednesday, September 10, 2014

CSR 360 ตอนที่ 2:การทำงานที่มากกว่าแค่การบริจาคเงิน

ต่อเนื่องจากคราวก่อนที่ได้เล่าถึงความหมายและวิวัฒนาการของ.CSR.ไปคราวนี้จะขอยกตัวอย่างกิจกรรม.CSR โดยองค์กรภาคธุรกิจขาดใหญ่สักเล็กน้อย ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้ รวมทั้งการทำงานของมูลนิธิทิสโก้สามารถชี้ให้เห็นได้เลยว่าการทำงานเพื่อสังคมนั้นไม่ใช่เพียงแค่การบริจาคเงินแล้วจบไปแต่มีความต่อเนื่องและการติดตามผลที่ดีเพื่อผลประโยชน์สูงสุดต่อสังคมตัวอย่างแรกคือปูนซีเมนต์นครหลวงซึ่งเป็นธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างจึงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างเลี่ยงไม่ได้ดังนั้นกิจกรรม.CSR.จึงเน้นที่การปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้พนักงานและคนในชุมชนริเริ่มสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเพื่อลดปัญหาจากภัยธรรมชาติ

ตัวอย่างที่สองคือบริษัท.อินทัช.โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีกิจกรรมการ CSRที่หลากหลายมาก บางอย่างแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับการโทรคมานาคมเลยด้วยซ้ำเช่น การสนับสนุนการพัฒนาและวิจัยพันธุ์ข้าว ส่งเสริมชาวนาให้ปลูกข้าวออร์แกนิคนอกจากจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังทำให้ชาวนาได้รายได้เพิ่มขึ้นและยังขยายโครงการนี้สู่ผู้ต้องขังในเรือนจำเพื่อเป็นการอบรมอาชีพใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์์ และผู้ต้องขังยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามีรายได้จากการขายข้าวในขณะที่ต้องโทษอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังหญิง.โดยการฝึกอาชีพเป็นคอลเซนเตอร์.แล้วสอบแข่งขันและรับเข้าเป็นพนักงาน

สำหรับทิสโก้ไฟแนนเชี่ยลกรุ๊ปนั้น แม้ไม่ได้เข้าร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านCSRในเวทีนี้ แต่แนวทางการทำงานด้าน CSR ของที่นี่ก็ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากมายไม่แพ้กันอย่างเช่นโครงการค่ายวางแผนการเงินสำหรับระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษา.ซึ่งเป็นการนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่เป็นแกนหลักของการทำธุรกิจด้านการเงินมาถ่ายทอดให้กับเยาวชน ในปีหนึ่งๆ ทิสโก้ไฟแนนเชี่ยลกรุ๊ปสร้างเยาวชนที่มีความรู้และทักษะด้านการออมเงินการใช้เงินและการลงทุนกว่า 400 คนเลยทีเดียวและเยาวชนเหล่านี้สามารถนำเสนอโครงการต่อทิสโก้เพื่อขอรับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดการถ่ายทอดความรู้ด้านนี้สู่สังคมต่อไปได้อีกด้วยนี่แสดงถึงการทำงานแบบ.CSR ที่เน้นใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องก้าวข้ามไปยังองค์ความรู้ที่ตนเองไม่คุ้นเคย

ดิฉันประทับใจแนวคิดการทำงานด้าน.CSR.ของ.DTAC.เป็นพิเศษนั่นคือจุดบอดของ CSR คือความคิดที่มันเป็นงานของแผนกใดแผนกหนึ่ง.ไม่เน้นให้คนในองค์กรทั้งหมดมีส่วนร่วม CSR จึงไม่ประสบความสำเร็จ.ดังนั้น DTAC จึงกำหนดกว้างๆ.ให้พนักงานไปทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ถือเป็นวันลา.อีกแนวคิดหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าดีมาก.คือ.การทำงานCSR ที่ดีไม่ใช่การหว่านเงินไปให้กับชุมชนที่ต้องการจะช่วยเหลือแต่จะต้องมีการทำงานร่วมกันกับชุมชนอย่างจริงจังเพื่อให้การสนับสนุนนั้นสร้างประโยชน์แก่ชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งแนวคิดนี้ตรงกับการทำงานของมูลนิธิทิสโก้คือเราจะไม่ทำงานแบบแค่แจกเงินบริจาคไปแต่เรามีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือที่เรามอบให้นั้นเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้รับทุนจริงๆ ปัจจุบันงานของมูลนิธิเรามีการให้ทุน ประเภท คือทุนการศึกษา.ทุนรักษาพยาบาล.และทุนประกอบอาชีพ.อย่างทุนการศึกษา.เราจะติดตามผลว่านักเรียนนักศึกษาที่ได้รับทุนไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง.ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่ฯลฯ โดยการไปเยี่ยมที่โรงเรียนและที่บ้าน.หากพบว่ามีปัญหาด้านอื่นๆเช่น.ที่พักอาศัยไม่ปลอดภัย.เราจะประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป นั่นคือเราพยายามให้ความช่วยเหลือในหลายมิติ

ส่วนทุนรักษาพยาบาล มูลนิธิฯก็จะติดตามผลว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือไม่ หรือสามารถที่จะทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลได้รับความสะดวกขึ้นหรือไม่.หรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยต้องการทุนการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่.เพื่อลดค่าใช้จ่าย.ลดภาระในการครองชีพของผู้ป่วยให้มากที่สุด.เช่น.มีผู้รับทุนคนหนึ่ง พิการตั้งแต่โคนขาลงไปเป็นแผลที่เกิดจากการกดทับเนื่องจากมีอาชีพรับจ้างซ่อมแซมเสื้อผ้าต้องนั่งเป็นเวลาหลายชั่วโมง มูลนิธิฯ จึงได้มอบเบาะเจลรองนั่งป้องกันการกดทับจากการติดตามผลพบว่าผู้รับทุนคนนี้อาการดีขึ้น พร้อมกลับมาประกอบอาชีพได้ต่อไป มูลนิธิฯ จึงมอบจักรเย็บผ้าพร้อมมอเตอร์คันใหม่ทดแทนคันเก่าด้วย

ในด้านผู้ที่ได้รับทุนประกอบอาชีพนั้นเราจะติดตามให้ทราบว่าผู้รับทุนมีความสะดวกในการประกอบอาชีพหรือทำให้รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งตามกติแล้ว มูลนิธิฯ จะติดตามผลครั้งแรกภายใน3เดือนหลังจากที่มอบทุนให้ไป เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับทุนสามารถประกอบอาชีพได้จริง ปรับตัวได้ ฯลฯ หลังจากนั้นจะติดตามผลในระยะที่ห่างออกไป

ด้วยการทำงานที่มุ่งมั่นและต่อเนื่องของมูลนิธิฯดิฉันเชื่อว่าเราจะสามารถขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้มากขึ้น.และเห็นผลจากการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการศึกษา.การรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นค่ะ



Tuesday, September 09, 2014

รับมอบเงินบริจาคจากทิสโก้กรุ๊ปและน้องๆ จากค่ายวางแผนการเงิน Donation from TISCO Financial Group and Young Financial Training Campers

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. มูลนิธิทิสโก้ เพื่อการกุศล ได้รับมอบเงินจากโครงการค่ายวางแผนการเงินระดับอุดมศึกษา จํานวน 50,400 บาทค่ะ ซึ่งเป็นเงินที่ทิสโก้กรุ๊ปสนับสนุนตามจํานวนคะแนนจากการทํากิจกรรมต่าง ๆ ของน้อง ๆ ในค่ายค่ะ     ค่ายวางแผนการเงินนี้เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมของทิสโก้กรุ๊ป ซึ่งจัดให้กับน้อง ๆ   ทั้งระดับอุดมศึกษาและระดับมัธยมปลาย ได้ทั้งความรู้ ความสนุก และได้ประสบการณ์ดี ๆ จากพี่ ๆ พนักงานทิสโก้ด้วยค่ะ อย่างไรก็ตามมูลนิธิฯ ต้องขอขอบคุณทิสโก้กรุ๊ป และน้อง ๆ ค่ายทุกคนสําหรับการสนับสนุนในครั้งนี้นะคะ     เงินบริจาคนี้จะนําไปสร้างโอกาสให้กับผู้ที่ต้องการต่อไปตามที่สัญญากันไว้ค่ะ   

On Sep 5, TISCO Financial Group donated THB 50,400 to TISCO Foundation. This is a part of the Young Financial Planner Camp program that TISCO Financial Group has been driving as their CSR strategy. The foundation would like to thank TISCO Financial Group and the young campers so much for this support. This money will go to create opportunities for those who are in need.





Friday, September 05, 2014

CSR 360 ตอนที่ 1: CSR กับแนวทางการทำงานมูลนิธิ โดย ปรารถนา บุญบารมี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ดิฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาCSR 360 องศา “ขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยั่งยืน”.ซึ่งจัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ..ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์.ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกับคำว่า CSR.เผื่อบางท่านอาจจะไม่ทราบ CSR หรือ Corporate Social Responsibility แปลง่ายๆ.คือ.ความรับผิดชอบขององค์การต่อสังคมนั่นเอง.ที่ต้องอธิบายนั้นก็เพราะมูลนิธิทิสโก้เองอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ CSR เพราะการทำงานของเรามุ่งไปที่การบริจาคเงินเพื่อผู้ด้อยโอกาสมาตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้รับฟังความรู้และประสบการณ์ด้าน CSR ขององค์กรใหญ่ต่างๆ แล้ว ดิฉันจึงเข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า CSR แท้จริงแล้วมีหลายมิติ

ดิฉันคิดว่าแนวคิดเรื่องพัฒนาการของ.ปตท.เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดจากงานสัมมนาครั้งนี้.คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวว่า CSR น่าจะแบ่งได้เป็น 3 ยุค ยุคแรกเป็นยุคของ Philanthropy คือการทำงานเพื่อสังคมแบบเน้นที่การให้หรือบริจาค ยุคที่สองของ คือ CSR : Corporate Social Responsibility คือความรับผิดชอบขององค์การต่อสังคมทำประโยชน์ให้สังคม ซึ่งถือเป็นภาพที่ปัจจุบันมากที่สุดของ CSR ยุคที่สาม คือ CSV : Creating Shared Valueคือการสร้างคุณค่าแก่สังคมโดยได้รับผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและสังคม.การสร้างคุณค่าแก่สังคมในแนวทางของ.CSV.จะเป็นคุณค่าที่สามารถวัดได้ (Scalable) และมีความยั่งยืน (Sustainable)

มาถึงจุดนี้ ดิฉันจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว มูลนิธิฯ เองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ CSR เพราะได้รับการจัดตั้งโดยธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม  ดิฉันเข้าใจว่าแนวทางการทำงานของมูลนิธิฯ อาจจะเปรียบเทียบไม่ได้กับ CSR ซึ่งเป็นกรอบเกณฑ์การทำงานระดับองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐ.แต่แนวคิดหรือหลักปฏิบัติหลายๆ.อย่างใน.CSR.ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดี.โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด CSV ที่จะช่วยให้มูลนิธิฯ ทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างตรงจุดมากขึ้น มีการวางแผน การประเมินผล การบริหารงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชุมชนหรือผู้ด้อยโอกาสสามารถเริ่มพึ่งพาตนเองได้ และมีการพัฒนาไปได้เองอย่างต่อเนื่อง

คุณไพรินทร์ยังได้ยกตัวอย่างของ.CSV.ให้ง่ายต่อการเข้าใจด้วย.เช่น.การเปิดโรงเรียนของคณะมิชชันนารีในสมัยก่อน.นอกจากที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านวิชาการแล้วผู้สอนหรือผู้ก่อตั้งก็ยังได้เผยแพร่ศาสนาตามหลักการประกาศข่าวดีและรับใช้พระเป็นเจ้าหรือศาสนจักร ถือเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน สามารถวัดได้.ไม่ว่าจะเป็นการวัดความรู้ด้านวิชาการ.การจบการศึกษาและการประพฤติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมของผู้เรียนหรือจากจำนวนคนรอบๆ.ชุมชนที่เริ่มเข้ามาอยู่ในร่มเงาศาสนจักร.สิ่งนี้จะมีความยั่งยืนเพราะสังคมและชุมชนจะรู้สึกพอใจในการที่องค์การนั้นๆ มาสร้างประโยชน์ให้ชุมชน

ยังมีเรื่องราวด้าน CSR อีกมากมายที่ดิฉันได้เรียนรู้จากงานสัมมนาครั้งนี้.อย่างเช่นเรื่องกิจกรรม CSR ของบริษัทอย่าง DTAC และปูนซีเมนต์นครหลวง ซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป



Thursday, September 04, 2014

ทุนประกอบอาชีพ สัมภาษณ์นางสมยง อุตจันทร์ดา Start-up Grant – Somyong Uttajanda

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 มูลนิธิทิสโก้ได้ไปเยี่ยมบ้านนางสมยง อุตจันทร์ดา และสัมภาษณ์ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณามอบทุนประกอบอาชีพ
นางสมยงประกอบอาชีพขายขนมและอาหารในย่านซอยวุฒากาศมากว่า 14 ปีแล้ว สิ่งที่ต้องการรับการสนับสนุนจากมูลนิธิคือ รถเข็นที่มีร่มและอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป เช่น หม้อ ตะหลิว ถาดใส่อาหาร เตาแก๊ส เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นางสมยงสามารถทำขนมขายเองได้ เป็นการลดต้นทุน เพราะการซื้อสำเร็จมาแบ่งขายนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่า
จากการสัมภาษณ์พบว่า.นางสมยงเป็นคนขยันขันแข็ง.เริ่มทำงานตั้งแต่ตีสี่กว่าโดยออกไปซื้อขนมที่ตลาดกลาง แล้วนำมาแบ่งขายเป็นถุงๆ พร้อมกับเตรียมขนมที่ทำเองเพื่อจะนำไปขาย จากนั้นจึงเข็นรถไปขายที่หน้าโรงเรียนเวลา.06:30...เมื่อโรงเรียนเข้าแล้ว.จึงเดินออกขายไปยังซอยต่างๆ.ทั่วชุมชนย่านวุฒากาศ.ของจะหมดประมาณเวลา.14:00...แล้วจึงกลับบ้านไปเตรียมของสำหรับขายในวันถัดไป.ส่วนสามีก็เป็นคนขยันเช่นกัน.จันทร์-ศุกร์ทำงานในโรงงาน.ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็รับจ้างทั่วไปอีกทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อเก็บเงินไว้สำหรับค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ของลูกสาว 2 คนที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด
สิ่งที่น่าสนใจคือ.นางสมยงมีความเป็นนักการตลาดอยู่พอสมควร.สามารถบอกได้ว่าลูกค้ากลุ่มใดชอบขนมประเภทใด และควรเน้นขายขนมหรืออาหารประเภทใด ยกตัวอย่างเช่น ช่วงเช้า ลูกค้าหลักจะเป็นครูและผู้ปกครอง.ซึ่งจะซื้อขนมและอาหารตุนไว้ทานตอนสายๆ.จึงเน้นขายขนมหวานอย่างบัวลอย เต้าส่วน ตะโก้ และข้าวเหนียวหน้าต่างๆ ที่แพ็คใส่กล่องเรียบร้อย พอสายๆ ก็จะไปขายวินมอเตอร์ไซค์และชาวบ้านทั่วไป จะเป็นอาหารที่กินง่ายๆ ทั่วไป เช่น หมี่ผัด ไข่หงส์ มันต้ม ถั่วลิสงคั่ว เป็นต้น ส่วนช่วงปิดเทอมจะไม่เน้นขายหน้าโรงเรียนเพราะมีแต่ครูแต่จะเพิ่มขนมสีสวยๆ.ที่เด็กๆ.ชอบอย่างวุ้นหวานๆ.แล้วไปขายตามบ้าน.บางเสาร์อาทิตย์จะทำขนมจีนน้ำยาแทนขนมเน้นขายวินมอเตอร์ไซค์อีกด้วย

TISCO Foundation visited Somyong Uttajanda on 26 August 2014. Somyong has sent a request to the foundation for support of a vending trolley and cooking utensils. Somyong has been selling Thai desserts and food for 14 years in Wuttagat community area. She has a strong marketing mind – she knows her products and what her customers want. All of the profits go to support education and costs of living for her daughters who live upcountry.




Wednesday, September 03, 2014

พบนักสังคมสงเคราะห์ รพ.จุฬาฯ โดยปรารถนา บุญบารมี

เมื่อวันที่25สิงหาคม2557มูลนิธิมีโอกาสได้เข้าพบคุณชลิดา อุทัยเฉลิม หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคมโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งได้เคยทำงานร่วมกันในการสนับสนุนทุนรักษาพยาบาลมาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี แต่เนื่องจากสถานการณ์การรักษาพยาบาลเปลี่ยนไป ผู้ป่วยมีสิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม ฯลฯ ที่ช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาลได้มากหรือแม้แต่การที่รพ.จุฬาฯเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาดไทย ซึ่งน่าจะได้รับเงินบริจาคมากมายในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนอยู่แล้ว รพ.จุฬาฯและมูลนิธิทิสโก้จึงห่างหายกันไปช่วงหนึ่งการเข้าพบครั้งนี้จึงเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์การรักษาพยาบาลในปัจจุบัน ความต้องการ กลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ เพื่อให้มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของสังคมมากขึ้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้นั้นแทบไม่น่าเชื่อเลย เรื่องราวที่พวกเราได้รับทราบนั้นน่าประหลาดใจและแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆที่เราเคยไปมาเนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นศูนย์ในหลายๆ ด้าน อาทิศูนย์ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคหัวใจ โรคมะเร็งการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นต้นจึงทำให้มีผู้ป่วยมาเข้ามารับการรักษาและที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่นๆทั่วประเทศมีจำนวนมากซึ่งตรงนี้คุณชลิดากล่าวว่า“รพ.จุฬาฯเป็นเหมือนที่สุดท้ายที่ผู้ป่วยจะถูกreferมาเราreferผู้ป่วยไปที่อื่นไม่ได้แล้วเพราะรพ.จุฬาฯเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านต่างๆอยู่แล้ว แพทย์ พยาบาลและเครื่องไม้เครื่องมือก็พร้อมที่สุดแล้ว จึงต้องรับรักษาทุกราย ในปีหนึ่งๆ ฝ่ายสวัสดิการสังคมจะต้องใช้เงินในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้ถึง30ล้านกว่าบาท”  สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ลักษณะของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาที่รพ.จุฬาฯ นั้นมีความหลากหลายมากไม่เพียงแต่ผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายหรือผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์แต่ยากจนเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่โรงพยาบาลรัฐทั่วไปพบเจอ แต่รพ.จุฬาฯ ยังมีผู้ป่วยที่เป็นชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทย ซึ่งเป็นเคสที่น่าสนใจทีเดียว
คุณชลิดาเล่าว่า ผู้ป่วยชาวต่างชาติกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีภรรยาคนไทย และจะอยู่ด้วยเงินบำนาญเป็นรายเดือนจากประเทศของตนเองแต่วันดีคืนดีเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาและไม่สามารถไปธนาคารเพื่อถอนเงินบำนาญออกมาใช้จ่ายได้อีก ก็ไม่มีเงินเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล เช่น บางรายเป็นอัมพาต พูดหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลยภรรยาชาวไทยกลับทิ้งไปอีกติดต่อญาติพี่น้องไม่ได้เลย อย่างกรณีเช่นนี้ ฝ่ายสวัสดิการสังคมจะต้องติดต่อสถานฑูตเพื่อประสานขอความช่วยเหลือ แต่สถานฑูตกลับปฏิเสธที่จะช่วยเหลือโดยแจ้งว่า“จากการตรวจสอบพบว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่เคยเสียภาษีให้กับประเทศบ้านเกิดเลยทางสถานฑูตจึงไม่สามาถช่วยเหลือได้” หรืออีกรายที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นกันไปกดเอทีเอ็มเอาเงินมาใช้ไม่ได้เลย ภรรยาคนไทยก็ไม่รู้รหัสบัตรเอทีเอ็มอีก ทางรพ.ติดต่อภรรยาที่ประเทศบ้านเกิดไป ทางนั้นกลับปฏิเสธให้ความช่วยเหลือเมื่อติดต่อสถานฑูตก็ได้รับคำตอบเดียวกันคือไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้แต่คำถามที่มีคือเหตุใดประเทศไทยจึงต้องมารับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยต่างชาติที่ประเทศของตนเองปฏิเสธให้ความช่วยเหลือเพียงเพราะไม่จ่ายภาษี ซึ่งทั้งสองรายนี้มีแนวโน้มในการรักษาตัวเป็นระยะเวลานานเพราะผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ซึ่งหากงบถูกใช้ไปกับส่วนนี้ก็จะไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศแต่กระนั้นโรงพยาบาลก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้การรักษาและยังคงรักษาผู้ป่วยต่อไปแต่ก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องคือการต่อสู้กันด้วยกฏหมายในการที่สถานฑูตต้องเป็นผู้รับผิดชอบพลเมืองของตน อีกรายที่น่าสนใจเป็นผู้ป่วยชาวไทยที่ถูกทำร้ายร่างกายจนเป็นเจ้าชายนิทรา ผู้ป่วยไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรติดตัวมาเลย ทางโรงพยาบาลก็ได้ประกาศหาญาติพี่น้องในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาเป็นเวลาถึง7ปี ขณะนี้ยังไม่มีญาติหรือเพื่อนๆ มาติดต่อเลย และโรงพยาบาลก็จะต้องดูแลรับผิดชอบค่าเครื่องมือ ค่ายา ค่าดูแล ฯลฯ ต่อไป

ทางฝ่ายสวัสดิการสังคมจึงริเริ่มกิจกรรมหาทุนต่างๆเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่ขาดแคลนเหล่านี้ อย่างช่วงที่ผ่านมา ก็มีการจำหน่ายหนังสือเพลงพระราชนิพนธ์จิ๋วและผ้าป่า แหล่งช่วยเหลืออื่นที่ให้การช่วยเหลือโรงพยาบาลจากที่เราได้สอบถามก็เห็นจะมีแต่เงินบริจาคจากงานกาชาดและเงินบริจาคจากผู้ใจบุญเพียงเท่านั้น ซึ่งหลายท่านอาจจะคิดว่ารพ.จุฬาฯ ได้รับเงินบริจาคและการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกมากมายแต่ไม่ว่าจะเยอะเพียงใดก็ยังไม่เพียงพอกับปัญหาการรักษาพยาบาลในประเทศไทยจริงๆ

ส่วนสิ่งที่โรงพยาบาลต้องการการช่วยเหลือก็ได้แก่กายอุปกรณ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลที่สิทธิ์ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม ค่าพาหนะสำหรับเดินทางมาพบแพทย์ ค่าครองชีพระหว่างรักษาพยาบาลซึ่งคุณชลิดาเล่าว่า“มีกรณีที่ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาต่อเนื่อง10วันและเตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอผู้ป่วยจึงต้องหาที่พักเอง”ในกรณีเป็นผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัด ค่าครองชีพระหว่างรักษาพยาบาลนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากและนอกจากนี้ยังต้องการทุนประกอบอาชีพและทุนการศึกษาสำหรับตัวผู้ป่วยเองเมื่อได้รับการรักษาจนสามารถมีชีวิตได้อย่างปกติ หรือสำหรับครอบครัวของผู้ป่วยเพื่อจะได้ลดการพึ่งพาและลดภาระได้อีก

สิ่งที่น่าประทับใจคือรพ.จุฬาฯมีการบริหารงานและประสานงานกันอย่างทั่วถึงระหว่างหน่วยงานภายใน ฝ่ายสวัสดิการสังคมเป็นหน่วยงานใหญ่มีเจ้าหน้าที่กว่า30คนและทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยแบบทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

เมื่อเราได้รับทราบข้อมูลและสถานการณ์แล้วเราก็ไม่รีรอที่จะกลับมาหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือ และหากทางรพ.จุฬาฯ มีการขอรับบริจาคทุนต่างๆ เหล่านี้มายังมูลนิธิ มูลนิธิจะนำมาบอกกล่าวเล่าเรื่องให้ทราบกันต่อไป