Wednesday, September 03, 2014

พบนักสังคมสงเคราะห์ รพ.จุฬาฯ โดยปรารถนา บุญบารมี

เมื่อวันที่25สิงหาคม2557มูลนิธิมีโอกาสได้เข้าพบคุณชลิดา อุทัยเฉลิม หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคมโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งได้เคยทำงานร่วมกันในการสนับสนุนทุนรักษาพยาบาลมาก่อนหน้านี้แล้วหลายปี แต่เนื่องจากสถานการณ์การรักษาพยาบาลเปลี่ยนไป ผู้ป่วยมีสิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม ฯลฯ ที่ช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายทางการรักษาพยาบาลได้มากหรือแม้แต่การที่รพ.จุฬาฯเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาดไทย ซึ่งน่าจะได้รับเงินบริจาคมากมายในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนอยู่แล้ว รพ.จุฬาฯและมูลนิธิทิสโก้จึงห่างหายกันไปช่วงหนึ่งการเข้าพบครั้งนี้จึงเพื่อรับทราบถึงสถานการณ์การรักษาพยาบาลในปัจจุบัน ความต้องการ กลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ เพื่อให้มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของสังคมมากขึ้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้นั้นแทบไม่น่าเชื่อเลย เรื่องราวที่พวกเราได้รับทราบนั้นน่าประหลาดใจและแตกต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆที่เราเคยไปมาเนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นศูนย์ในหลายๆ ด้าน อาทิศูนย์ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคหัวใจ โรคมะเร็งการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นต้นจึงทำให้มีผู้ป่วยมาเข้ามารับการรักษาและที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่นๆทั่วประเทศมีจำนวนมากซึ่งตรงนี้คุณชลิดากล่าวว่า“รพ.จุฬาฯเป็นเหมือนที่สุดท้ายที่ผู้ป่วยจะถูกreferมาเราreferผู้ป่วยไปที่อื่นไม่ได้แล้วเพราะรพ.จุฬาฯเป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านต่างๆอยู่แล้ว แพทย์ พยาบาลและเครื่องไม้เครื่องมือก็พร้อมที่สุดแล้ว จึงต้องรับรักษาทุกราย ในปีหนึ่งๆ ฝ่ายสวัสดิการสังคมจะต้องใช้เงินในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้ถึง30ล้านกว่าบาท”  สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ลักษณะของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาที่รพ.จุฬาฯ นั้นมีความหลากหลายมากไม่เพียงแต่ผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายหรือผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์แต่ยากจนเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่โรงพยาบาลรัฐทั่วไปพบเจอ แต่รพ.จุฬาฯ ยังมีผู้ป่วยที่เป็นชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทย ซึ่งเป็นเคสที่น่าสนใจทีเดียว
คุณชลิดาเล่าว่า ผู้ป่วยชาวต่างชาติกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีภรรยาคนไทย และจะอยู่ด้วยเงินบำนาญเป็นรายเดือนจากประเทศของตนเองแต่วันดีคืนดีเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาและไม่สามารถไปธนาคารเพื่อถอนเงินบำนาญออกมาใช้จ่ายได้อีก ก็ไม่มีเงินเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล เช่น บางรายเป็นอัมพาต พูดหรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลยภรรยาชาวไทยกลับทิ้งไปอีกติดต่อญาติพี่น้องไม่ได้เลย อย่างกรณีเช่นนี้ ฝ่ายสวัสดิการสังคมจะต้องติดต่อสถานฑูตเพื่อประสานขอความช่วยเหลือ แต่สถานฑูตกลับปฏิเสธที่จะช่วยเหลือโดยแจ้งว่า“จากการตรวจสอบพบว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่เคยเสียภาษีให้กับประเทศบ้านเกิดเลยทางสถานฑูตจึงไม่สามาถช่วยเหลือได้” หรืออีกรายที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นกันไปกดเอทีเอ็มเอาเงินมาใช้ไม่ได้เลย ภรรยาคนไทยก็ไม่รู้รหัสบัตรเอทีเอ็มอีก ทางรพ.ติดต่อภรรยาที่ประเทศบ้านเกิดไป ทางนั้นกลับปฏิเสธให้ความช่วยเหลือเมื่อติดต่อสถานฑูตก็ได้รับคำตอบเดียวกันคือไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้แต่คำถามที่มีคือเหตุใดประเทศไทยจึงต้องมารับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยต่างชาติที่ประเทศของตนเองปฏิเสธให้ความช่วยเหลือเพียงเพราะไม่จ่ายภาษี ซึ่งทั้งสองรายนี้มีแนวโน้มในการรักษาตัวเป็นระยะเวลานานเพราะผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ซึ่งหากงบถูกใช้ไปกับส่วนนี้ก็จะไม่เพียงพอในการช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศแต่กระนั้นโรงพยาบาลก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้การรักษาและยังคงรักษาผู้ป่วยต่อไปแต่ก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องคือการต่อสู้กันด้วยกฏหมายในการที่สถานฑูตต้องเป็นผู้รับผิดชอบพลเมืองของตน อีกรายที่น่าสนใจเป็นผู้ป่วยชาวไทยที่ถูกทำร้ายร่างกายจนเป็นเจ้าชายนิทรา ผู้ป่วยไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรติดตัวมาเลย ทางโรงพยาบาลก็ได้ประกาศหาญาติพี่น้องในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาเป็นเวลาถึง7ปี ขณะนี้ยังไม่มีญาติหรือเพื่อนๆ มาติดต่อเลย และโรงพยาบาลก็จะต้องดูแลรับผิดชอบค่าเครื่องมือ ค่ายา ค่าดูแล ฯลฯ ต่อไป

ทางฝ่ายสวัสดิการสังคมจึงริเริ่มกิจกรรมหาทุนต่างๆเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่ขาดแคลนเหล่านี้ อย่างช่วงที่ผ่านมา ก็มีการจำหน่ายหนังสือเพลงพระราชนิพนธ์จิ๋วและผ้าป่า แหล่งช่วยเหลืออื่นที่ให้การช่วยเหลือโรงพยาบาลจากที่เราได้สอบถามก็เห็นจะมีแต่เงินบริจาคจากงานกาชาดและเงินบริจาคจากผู้ใจบุญเพียงเท่านั้น ซึ่งหลายท่านอาจจะคิดว่ารพ.จุฬาฯ ได้รับเงินบริจาคและการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกมากมายแต่ไม่ว่าจะเยอะเพียงใดก็ยังไม่เพียงพอกับปัญหาการรักษาพยาบาลในประเทศไทยจริงๆ

ส่วนสิ่งที่โรงพยาบาลต้องการการช่วยเหลือก็ได้แก่กายอุปกรณ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลที่สิทธิ์ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม ค่าพาหนะสำหรับเดินทางมาพบแพทย์ ค่าครองชีพระหว่างรักษาพยาบาลซึ่งคุณชลิดาเล่าว่า“มีกรณีที่ผู้ป่วยต้องมารับการรักษาต่อเนื่อง10วันและเตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอผู้ป่วยจึงต้องหาที่พักเอง”ในกรณีเป็นผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัด ค่าครองชีพระหว่างรักษาพยาบาลนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากและนอกจากนี้ยังต้องการทุนประกอบอาชีพและทุนการศึกษาสำหรับตัวผู้ป่วยเองเมื่อได้รับการรักษาจนสามารถมีชีวิตได้อย่างปกติ หรือสำหรับครอบครัวของผู้ป่วยเพื่อจะได้ลดการพึ่งพาและลดภาระได้อีก

สิ่งที่น่าประทับใจคือรพ.จุฬาฯมีการบริหารงานและประสานงานกันอย่างทั่วถึงระหว่างหน่วยงานภายใน ฝ่ายสวัสดิการสังคมเป็นหน่วยงานใหญ่มีเจ้าหน้าที่กว่า30คนและทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยแบบทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

เมื่อเราได้รับทราบข้อมูลและสถานการณ์แล้วเราก็ไม่รีรอที่จะกลับมาหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือ และหากทางรพ.จุฬาฯ มีการขอรับบริจาคทุนต่างๆ เหล่านี้มายังมูลนิธิ มูลนิธิจะนำมาบอกกล่าวเล่าเรื่องให้ทราบกันต่อไป


0 Comments:

Post a Comment

<< Home