Friday, September 05, 2014

CSR 360 ตอนที่ 1: CSR กับแนวทางการทำงานมูลนิธิ โดย ปรารถนา บุญบารมี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ดิฉันมีโอกาสได้เข้าร่วมงานสัมมนาCSR 360 องศา “ขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยั่งยืน”.ซึ่งจัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ..ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์.ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกับคำว่า CSR.เผื่อบางท่านอาจจะไม่ทราบ CSR หรือ Corporate Social Responsibility แปลง่ายๆ.คือ.ความรับผิดชอบขององค์การต่อสังคมนั่นเอง.ที่ต้องอธิบายนั้นก็เพราะมูลนิธิทิสโก้เองอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ CSR เพราะการทำงานของเรามุ่งไปที่การบริจาคเงินเพื่อผู้ด้อยโอกาสมาตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้รับฟังความรู้และประสบการณ์ด้าน CSR ขององค์กรใหญ่ต่างๆ แล้ว ดิฉันจึงเข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า CSR แท้จริงแล้วมีหลายมิติ

ดิฉันคิดว่าแนวคิดเรื่องพัฒนาการของ.ปตท.เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดจากงานสัมมนาครั้งนี้.คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวว่า CSR น่าจะแบ่งได้เป็น 3 ยุค ยุคแรกเป็นยุคของ Philanthropy คือการทำงานเพื่อสังคมแบบเน้นที่การให้หรือบริจาค ยุคที่สองของ คือ CSR : Corporate Social Responsibility คือความรับผิดชอบขององค์การต่อสังคมทำประโยชน์ให้สังคม ซึ่งถือเป็นภาพที่ปัจจุบันมากที่สุดของ CSR ยุคที่สาม คือ CSV : Creating Shared Valueคือการสร้างคุณค่าแก่สังคมโดยได้รับผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและสังคม.การสร้างคุณค่าแก่สังคมในแนวทางของ.CSV.จะเป็นคุณค่าที่สามารถวัดได้ (Scalable) และมีความยั่งยืน (Sustainable)

มาถึงจุดนี้ ดิฉันจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว มูลนิธิฯ เองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ CSR เพราะได้รับการจัดตั้งโดยธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม  ดิฉันเข้าใจว่าแนวทางการทำงานของมูลนิธิฯ อาจจะเปรียบเทียบไม่ได้กับ CSR ซึ่งเป็นกรอบเกณฑ์การทำงานระดับองค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐ.แต่แนวคิดหรือหลักปฏิบัติหลายๆ.อย่างใน.CSR.ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดี.โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด CSV ที่จะช่วยให้มูลนิธิฯ ทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างตรงจุดมากขึ้น มีการวางแผน การประเมินผล การบริหารงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชุมชนหรือผู้ด้อยโอกาสสามารถเริ่มพึ่งพาตนเองได้ และมีการพัฒนาไปได้เองอย่างต่อเนื่อง

คุณไพรินทร์ยังได้ยกตัวอย่างของ.CSV.ให้ง่ายต่อการเข้าใจด้วย.เช่น.การเปิดโรงเรียนของคณะมิชชันนารีในสมัยก่อน.นอกจากที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านวิชาการแล้วผู้สอนหรือผู้ก่อตั้งก็ยังได้เผยแพร่ศาสนาตามหลักการประกาศข่าวดีและรับใช้พระเป็นเจ้าหรือศาสนจักร ถือเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน สามารถวัดได้.ไม่ว่าจะเป็นการวัดความรู้ด้านวิชาการ.การจบการศึกษาและการประพฤติตัวที่ถูกต้องเหมาะสมของผู้เรียนหรือจากจำนวนคนรอบๆ.ชุมชนที่เริ่มเข้ามาอยู่ในร่มเงาศาสนจักร.สิ่งนี้จะมีความยั่งยืนเพราะสังคมและชุมชนจะรู้สึกพอใจในการที่องค์การนั้นๆ มาสร้างประโยชน์ให้ชุมชน

ยังมีเรื่องราวด้าน CSR อีกมากมายที่ดิฉันได้เรียนรู้จากงานสัมมนาครั้งนี้.อย่างเช่นเรื่องกิจกรรม CSR ของบริษัทอย่าง DTAC และปูนซีเมนต์นครหลวง ซึ่งจะนำมาเล่าสู่กันฟังในคราวต่อไป



0 Comments:

Post a Comment

<< Home